ศึกษากรณีเครือข่ายภาคประชาชนในเขตพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดอ่างทอง
เทศบาลเมืองอ่างทอง · เทศบาลตำบลป่าโมก · เทศบาลตำบลไชโย
จังหวัดอ่างทองตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่อาศัยทำการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค และคมนาคมตลอดมา การอยู่อาศัยในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำก่อให้เกิดภูมิปัญญาที่มีประสบการณ์และความรู้เฉพาะเจาะจงในพื้นที่นั้นๆ
ประเทศไทยระบุในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม "อนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ"
ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงเปรียบเสมือนต้นทุนของชุมชน ที่จะก่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากร เหมาะสมกับท้องถิ่น โดยคนในท้องถิ่น และเพื่อท้องถิ่นเอง
อ่านความเป็นมาโครงการ →ศึกษากลุ่มและเครือข่ายในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในเขตชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดอ่างทอง
วิเคราะห์รูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นและฐานข้อมูลท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของเครือข่ายภาคประชาชน
พัฒนารูปแบบเครือข่ายทางสังคมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วมบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตั้งอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 14.5 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 12 ตร.กม. ประชากร 8,724 คน 3,396 ครัวเรือน
🥁 หมู่บ้านทำกลอง · 🎎 ตุ๊กตาชาววัง · 🛕 วัดป่าโมกวรวิหาร
สำรวจพื้นที่ →ตั้งอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงกลางจังหวัด มีเนื้อที่ 6.193 ตร.กม. ประชากร 12,075 คน 2,668 ครัวเรือน
🎭 เซรามิควัดชัยมงคล · 🌿 จักสานผักตบชวา · 🏛️ วัดอ่างทองวรวิหาร
สำรวจพื้นที่ →ตั้งอยู่บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศเหนือ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 14 กม. มีเนื้อที่ 53.56 ตร.กม. ประชากร 12,634 คน
🌺 ดอกไม้ผ้าใยบัว · 📜 กระดาษเยื่อกล้วย · 🕌 ประเพณีอาซูรอ
สำรวจพื้นที่ →ตัวแปรความคิดเห็นมีค่า Beta = 0.724 มีนัยสำคัญทางสถิติ p<.01 สูงกว่าตัวแปรอื่นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าการสร้างทัศนคติที่ดีต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
ชุมชนเข้าใจภูมิปัญญาที่เห็นผลชัด เช่น แก้มลิง (90.9%) คลองไส้ไก่ (88.4%) แต่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในมิติสังคม-วัฒนธรรม เช่น บทบาทพิธีกรรมต่อการอนุรักษ์ (62.1% ตอบผิด)
กลุ่มผู้ใช้น้ำ (14.7%) และ อสม. (14.4%) เป็นเครือข่ายสังคมที่ประชาชนรวมกลุ่มมากที่สุด เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
กลุ่มตัวอย่าง 50.2% เห็นว่า "แผนรับมืออุทกภัย-ภัยแล้งแบบมีส่วนร่วม" เหมาะสมมากที่สุด รองลงมาคือ "พัฒนาผู้นำรุ่นใหม่" (47.9%) และ "ตั้งคณะทำงานอนุรักษ์น้ำ" (47.4%)
ประสานงานกับพื้นที่ สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ออกแบบการวิจัยร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนใน 3 เทศบาล
แบบสอบถาม 430 ตัวอย่าง ใช้สูตร Yamane (e=0.05) สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูล 1-20 มีนาคม 2569
ประชุมกลุ่มย่อย 3 ครั้ง ครั้งละ 10 คน รวม 30 คน โดยใช้เทคนิค AIC (Appreciation-Influence-Control) 28-30 เม.ย.2569
Triangulation ตรวจสอบสามเสา Multiple Regression Analysis R²=0.611 พัฒนารูปแบบเครือข่ายทางสังคม