บทที่ 4 · ผลการประชุม AIC 3 ครั้ง · (ร่าง) รูปแบบเครือข่าย 4P · แผนยุทธศาสตร์ 2570-2574
ศาลาอเนกประสงค์ ต.บางแก้ว อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง
10 คน · เสร็จสมบูรณ์สวนคนป่า เทศบาลตำบลป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
10 คน · เสร็จสมบูรณ์ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.ชะไว อ.ไชโย จ.อ่างทอง
10 คน · เสร็จสมบูรณ์เน้นการรื้อฟื้น "กล่องความสุข" (Box of Happiness) แบบจำลองวิถีชีวิตริมน้ำ ภูมิปัญญา Zero Waste เช่น การเก็งปลา สกัดน้ำมันปลาจากส่วนเหลือทิ้ง
โดดเด่นด้านภูมิปัญญาการอ่านสัญญาณธรรมชาติ (มดคาบไข่ ดอกงวงช้าง ปูนิ่ม) การทำโคกและร้าน เสนอพัฒนา "เกมเตือนภัยจากภูมิปัญญา" สำหรับเยาวชน
เครือข่ายพหุวัฒนธรรม (พุทธ-มุสลิม) Street Art บนกำแพงกั้นน้ำ ใช้ปลาหมูเป็นดัชนีชีวภาพ นำไมยราบยักษ์มาผลิตถ่าน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็นทุนทางสังคมที่พร้อมนำมาประยุกต์ใช้ "ความคิดเห็น" (Beta=0.724) เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สุด
28 เมษายน 2569 · ศาลาอเนกประสงค์ ต.บางแก้ว · ผู้เข้าร่วม 10 คน
ในสมัยก่อน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นมาเป็นฝูง ชาวบ้านเรียกว่าเป็น "นาทีทอง" ในการจับปลา
ชนิดปลาที่พบ: ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาเข็ม ปลาตะโก ปลาซ่า ปลาซิว ปลาเสือ (เสือพ่นน้ำ/เสือทอง) ปลากา ปลาหมู (สีฟ้าลายทาง) และปลากาย
เครื่องมือและภูมิปัญญาการหาปลา:
นอกจากปลาแล้วยังมีหอยหลายชนิด เช่น หอยกาก หอยทราย และหอยขวาน ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำที่มีน้ำสะอาดและมีหาดทราย
เรือเป็นสิ่งจำเป็นมากในสมัยก่อน โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วม 3-4 เดือน
เด็กๆ ในสมัยนั้นสนุกมากกับการว่ายน้ำออกไปเกาะ "เรือโยง" (เรือขนข้าวหรือทราย) หรือแพซุงที่ไหลมาตามน้ำ บางครั้งขึ้นไปเล่นกองทรายบนเรือลำใหญ่ ถือเป็นไฮไลท์ของเด็กๆ ในยุคนั้น
จัดทำแบบจำลองวิถีชีวิต รวบรวมบ้านยกใต้ถุนสูง เรือพื้นบ้าน อุปกรณ์หาปลา และพรรณไม้ท้องถิ่น เพื่อส่งต่อความภาคภูมิใจสู่คนรุ่นหลัง
กระบวนการ "เก็งปลา" และการนำส่วนที่เหลือจากทำปลาร้าไปเคี่ยวเป็นน้ำมันปลา สะท้อนการจัดการทรัพยากรแบบคุ้มค่า
ใช้กลุ่มผู้อาวุโสเป็น "คลังปัญญา" กำหนดประธานชุมชน 8 ชุมชนเป็นแกนกลาง ใช้ Line กลุ่มและเว็บไซต์เป็นเครื่องมือสื่อสาร
นำข้อเสนอเข้าสู่ "แผนชุมชน" เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์/ศูนย์เรียนรู้ รื้อฟื้นประเพณีรอบศาลเจ้าปู่ชุมแสง
29 เมษายน 2569 · สวนคนป่า เทศบาลตำบลป่าโมก · ผู้เข้าร่วม 10 คน
ชื่อ "ป่าโมก" มีที่มาจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีต้นโมกขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จนนำไปสู่การตั้งชื่อวัดป่าโมก ตลาดป่าโมก และอำเภอป่าโมก
ในอดีตการสัญจรหลักของชาวป่าโมกคือทางน้ำ โดยมี "เรือจ้าง" (เรือป้ัน) ทำหน้าที่รับส่งคนข้ามฟากระหว่างฝั่งตลาดและฝั่งวัด และมีค่านิยมว่า "บ้านไหนมีจักรยาน บ้านนั้นรวย" เนื่องจากรถยนต์และจักรยานยนต์ยังไม่มีบทบาทมากนัก
อีติ๊ก เป็นภูมิปัญญาสำคัญของชาวป่าโมก ใช้ในกระบวนการต่อเรืออีโปงหรือเรือขุด มีลักษณะคล้ายจอบแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
ประเภทเรืออื่นๆ: เรืออีโปง, เรือพายม้า, เรือหมู, เรือบด และเรือปาบ
โคก (พื้นที่ถมสูง) — โถมดินหรือถมที่ให้สูงขึ้น วัตถุประสงค์ 2 ด้าน:
ร้าน (โครงสร้างยกสูงสำหรับเก็บของ) — สร้างพื้นที่ยกสูงเพื่อเก็บฟืนไม่ให้เปียกน้ำ ชาวบ้านจะเตรียมตัดฟืนไว้ให้แห้งก่อนหน้าน้ำท่วมและนำขึ้นไปจัดเก็บไว้บนร้าน
การเตรียมยาเรือ — ซ่อมแซมเรือและเตรียมถนอมอาหารไว้ล่วงหน้า
การสังเกตพฤติกรรมสัตว์:
การสังเกตพฤติกรรมพืช:
การนับวงจรตามปฏิทินจันทรคติ: น้ำจะเริ่มมาในช่วง เดือน 11 ถึงเดือน 12 ชาวบ้านจะเริ่มเก็บของและยกของขึ้นที่สูงก่อนถึง "วันสารท"
อัตลักษณ์ชุมชน "ป่าโมก" มาจากต้นโมก ภูมิปัญญาการจัดการน้ำ (โคกและร้าน) เครื่องมืออีติ๊กสำหรับต่อเรือ เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น
พัฒนาเกมดิจิทัลสำหรับเยาวชน เช่น "ภารกิจมดคาบไข่" "ภารกิจปูนิ่ม" เพื่อถอดรหัสภูมิปัญญาการสังเกตสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ
มีปัญหา "ดังแล้วแยกกลุ่ม" เมื่อสมาชิกเริ่มเก่งขึ้นมักแยกตัวไปทำเอง ต้องสร้างกลไกรักษาความเป็นเอกภาพของเครือข่าย
นำกิจกรรมในอดีต เช่น เพลงเรือ มาสร้างความสุขให้กับชุมชนช่วงหน้าน้ำ และอนุรักษ์พันธุ์ไม้โบราณด้วย QR Code
30 เมษายน 2569 · ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.ชะไว · ผู้เข้าร่วม 10 คน
ในอดีตแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนี้มีน้ำใสสะอาดและมี หาดทรายกวางขวาง ซึ่งปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว ชาวบ้านใช้หาดทรายหาหอยทราย หอยขวาน และหอยกาบ
ความหลากหลายของพันธุ์ปลา: ปลากะโห้ (น้ำหนัก 80-100 กก. ชุกชุมบริเวณหน้าวัดมะขาม), ปลาเนื้ออ่อน, ปลาม้า, ปลาดุก, ปลาหมู (ไวต่อคุณภาพน้ำ ปัจจุบันหาได้ยากมาก), กุ้งแม่น้ำ (เคยตกได้ครั้งละ 5-10 กก.)
นวัตกรรมจากวัชพืช: ไมยราบยักษ์ถูกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรโดยการเผาถ่านด้วยถัง 200 ลิตร หรือเตาดินอุโมงค์ เนื่องจากเนื้อไม้ให้ความร้อนสูงและแข็งแรง
พืชริมน้ำ: ต้นกุ้ม (ดองยอดและดอก), ต้นเลไล (ดอกผัดกะทิ), มะกอกน้ำ ปัจจุบันลดลงเนื่องจากตลิ่งกลายเป็นเขื่อนปูน
ใช้ "ปลาหมู" เป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำ ถ้าปลาหมูหายไปแสดงว่าน้ำเริ่มเสีย สะท้อนภูมิปัญญานิเวศวิทยาท้องถิ่น
เปลี่ยนไมยราบยักษ์เป็นถ่านคุณภาพสูงด้วยเตาอุโมงค์ดิน ลดวัชพืชและสร้างมูลค่าพร้อมกัน
เปลี่ยนกำแพงคอนกรีตให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องผ่านงานศิลปะ เช่น ตำนานจระเข้ร้อง วิถีเรือโยง
ส่งเสริมอาหารพหุวัฒนธรรมเช่น แกงขาว และเนื้อน้ำปลา เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
บูรณาการข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม (n=430) พบว่า "ความคิดเห็น" (Beta=0.724) เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อรูปแบบการอนุรักษ์น้ำ และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการประชุมกลุ่มย่อย AIC 3 พื้นที่ พบว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็นทุนทางสังคมที่พร้อมนำมาประยุกต์ใช้
จังหวัดอ่างทองกำลังเผชิญกับ "โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น (Infrastructure of Invisibility)" จากการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำคอนกรีตตลอดแนวลำน้ำ ที่ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับแม่น้ำเจ้าพระยา นำไปสู่ "ภาวะแปลกแยกเชิงนิเวศ (Environmental Alienation)" อายุเฉลี่ยประชากร 56 ปี แต่ร้อยละ 74.4 คือประชากรดั้งเดิมที่ไม่ย้ายถิ่นฐาน — เป็น "คลังภูมิปัญญา" ที่มีคุณค่ายิ่ง
สร้างธรรมาภิบาลในการจัดการน้ำ — สร้าง "คณะทำงานพหุภาคี"
จำแนกตามภูมิปัญญารายพื้นที่ — 3 อำเภอ 3 แนวทาง
แก้ปัญหาสังคมก้มหน้าและภาวะแปลกแยกเชิงนิเวศ
| ประเภทตัวชี้วัด | ตัวชี้วัดสำคัญ |
|---|---|
| Output (ผลผลิต) |
|
| Outcome (ผลลัพธ์) |
|